เตรียมตัวอย่างไรก่อนเรียนถาปัตย์

อยากเรียนเต็ก (ควร)ต้องเป็นเด็ก"ติว"

เมื่อก่อนไม่ค่อยเชื่อค่ะ ว่าอะไรก๊าน...... ทุกอย่างมันสอนกันตอนเรียนนี่นา ไม่เห็นต้องไปติวให้ยุ่งยากเลย

แต่พอมาเป็นครูถึงได้รู้ว่า การ "ติว" นั้น เป็นการสร้างฐานให้แข็งแรงได้เร็วขึ้นทางหนึ่ง แม้ว่าผลจากการติวเราอาจจะทิ้งมันตั้งแต่สอบความถนัดทางถาปัดเสร็จไปแล้ว แล้วพอเรียนจริงๆ แทบจะต้องทิ้งความคิดแบบเด็กติวไปเลยก็ตาม

สาระสำคัญของการติวคือ ติวเพื่อสอบความถนัดค่ะ ถึงส่วนนี้จะแบ่งเป็นไม่กี่ส่วนใหญ่ๆ 

ส่วนแรกคือ หัดเขียนมุมมองทัศนียภาพ เพื่อเตรียมพร้อมในการทดสอบการสื่อความหมายในรูปแบบต่างๆ ให้ถูกต้อง เช่น มุมมองคนธรรมดา มุมมองหมา มุมมองหนอน มุมมองนก ... ส่วนใหญ่ข้อสอบก็จะเป็นพวกตีความจากข้อความออกมาเป็นภาพ .... ส่วนนี้ถ้าน้องเริ่มติวแต่เนิ่นๆ เท่าไหร่ ก็จะได้ฝึกลายเส้น ฝึกการเขียนรูปให้สัมพันธ์กับสายตาและความคิดได้ง่ายขึ้นเท่านั้น ... ข้อเสียเปรียบสำหรับน้องที่ไม่เคยฝึกแบบนี้คือ ไม่สามารถเขียนภาพที่แสดงความคิดเราออกมาได้...แม้ว่าภาพที่เรานึกออกจะสมบูรณ์เพอร์เฟค นั่นคือประเด็นค่ะ

ส่วนที่สอง ไอโซเมตริก (Isometric drawing) จะแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ การให้ทายรูปภาพระหว่าง ด้านบน ด้านข้าง ด้านหน้า ให้สัมพันธ์กัน กับ การคลี่กล่องออกมาแผ่ หรือการประกอบกล่องแผ่ให้เป็นรูปร่าง ... อันนี้จะเป็นการฝึกการมองชิ้นงานให้เป็นสามมิติ การติวคือการได้ลองมองภาพเหล่านี้ดู เหมือนเราต่อตัวต่อละคะ ... ต่อแบบนี้แล้วจะออกมาเป็นอย่างไร ... ถ้าได้ลองฝึก ลองทดสอบ ก็จะมีเซนส์เรื่องนี้ได้ไวขึ้น... อ้อ... ข้อสอบไอโซนี่มีอยู่ในข้อสอบความถนัดทางวิศวกรรมด้วยเช่นกันนะคะ

ส่วนที่สาม Sketch Design ชื่อก็บอกอยุ่แล้วว่าคือการออกแบบร่าง โดยฝึกทำให้สามารถสื่อแนวความคิดออกมาเป็นรูปธรรมให้ได้มากที่สุด ในระยะเวลาที่จำกัด โดยข้อสอบก็อาจจะไม่ใช่อาคารเสมอไป ส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์อะไรซักอย่าง... ข้อนี้เวลาตัดสินดูที่ไอเดียบรรเจิดค่ะ ... ดังนั้น ไม่ต้องการความเนี้ยบ แต่ต้องการความสมบูรณ์ของไอเดียมากกว่า

ที่เล่ามาทั้งหมดก็เป็นแนวทางของข้อสอบความถนัดทางสถาปัตยกรรม 3 ส่วนหลัก ซึ่งมันก็จะมีย่อยๆ อย่างอื่นอีก แต่จะไม่พูดถึงนะคะ ...โดยการตัดสินของกรรมการให้คะแนนเค้าจะทำแบบนี้ค่ะ คือ เอางานข้อเดียวกันทุกชิ้นมาวางเรียงๆ กัน... อันไหนเด่น สะดุดตา ก็จะดึงออกเข้ารอบไปก่อน ดังนั้น ขอแนะว่า ต้องเด่นโดนใจ (แต่ไม่ใช่โอเวอร์นะคะ)  ซึ่งถ้าน้องติวได้เวลาพอสมควร พี่ติวอาจให้น้องลองฝึกลงสีด้วย เพื่อให้งานสมบูรณ์ขึ้นได้

ข้อนี้ยังไม่จบค่ะ ... จะบอกเสริมอีกว่า 3 ส่วนดังกล่าว ยังมีเรียนในชั้นปีที่ 1 ... ซึ่งถ้าน้องๆ ไม่มีพื้นฐานมาเลย จะทำให้เรียนได้ช้า และพาลจะรู้สึกว่าไม่สนุก (เพราะจะมีเพื่อนบางส่วนที่ติวมาแล้ว และไปได้เร็วกว่า) ดังนั้น... ถ้าไม่ลำบากเกินไปนัก น้องๆ ควรติวถาปัดก่อนนะคะ เพื่อฝึกมือให้ชิน...หรืออย่างน้อย ... ยืมหนังสือติวของเพื่อน หรือตามห้องสมุด มาหัดก่อนก็ได้ค่ะ .... ดีกว่าไปเริ่มนับหนึ่งตอนเข้าเรียนได้แล้ว มันอาจจะไม่ทันการณ์

 

 

หมั่นมองทุกอย่างเป็น 3 มิติ

นี่คือปัญหาหลักเหมือนกัน ของนักเรียนถาปัดสมัยนี้ คือ การคืดอะไรเป็นก้อนๆ แยกกัน ... แล้วพอรวมกันออกมาแย่ ....

หลายคนเวลาคิดแบบ ชอบคิดเป็นอย่างๆ เช่น แปลน.... ก็ คิด... คิ๊ดดดดดด คิดวนแต่แปลนอยู่นั่นแหละ ว่าจะเวิร์คหรือเปล่า ... โดยที่ไม่เคยคิดว่า ถ้าวางเฟอร์นิเจอร์แบบนี้ ช่องหน้าต่างเป็นแบบไหน เสาจะอยู่อย่างไร รับหลังคาแบบไหนได้

คนที่ทำงานแบบที่กล่าวข้างต้นเนี่ย ส่วนใหญ่จะไม่มีเวลาในการแก้รูปด้าน รูปตัด หรือแม้กระทั่งเวลาในการออกแบบหลังคา ซึ่งสุดท้ายก็จะออกมาเป็นหลังคาคอนกรีต แบนๆ .... (แล้วพวกแม่งก็ชอบหลอกตัวเองว่า เป็นหลังคายอดนิยม ใครๆ ก็ทำอย่างงี้ทั้งนั้น .... แต่จริงๆ แล้ว คือไม่ได้ออกแบบ หลังคาสแลบแบนๆ แบบนั้นวางอย่างไรก็ได้) หรือแม้แต่ช่องเปิด ที่ไม่เคยเห็นจนเป็นโมเดล.... แล้วใช้น้อง ใช้มือปืนตัด.... ออกมาหน้าต่างเรียงๆๆ กันอย่างกะโรงเรียนประชาบาลกันทุกคน...ฮ่วย

วิธีการฝึกสำหรับน้องๆ ก่อนเข้าเรียนคือ Isometric (ไอโซเมตริก) ค่ะ ....   ถ้าน้องที่เคยติวความถนัด จะรู้ว่าคืออะไร

มันคือการฝึกการดู top (Plan) , front, side คือ ด้านบน ด้านหน้าและด้านข้าง  วิธีนี้จะฝึกให้น้องมองภาพออกเป็น 3 มิติ รู้ว่าถ้าเจาะแบบนี้ ด้านหน้าเป็นอย่างไร ด้านข้างจะเป็นอย่างไน มีผลต่อแปลนอย่างไร

Visitors: 23,815